วิถีฅนจำรุง สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โทร.087-8178030

กว่า ๒๐๐ ปี ของคนที่นี่  อพยพจากชายทะเล บ้านถนนกะเพรา ตำบลเนินฆ้อ เพื่อหาที่อยู่อาศัยอันอุดมสมบูรณ์ พากันมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ข้ามคลองและทุ่งนาที่ร้อนระอุในฤดูแล้ง เป้าหมายคือป่าดงดิบข้างหน้า  เมื่อถึงชายป่า   ที่เรียกกันว่าป่าเรไร  จึงปักหลัก  หักร้างถางพงสร้างเป็นที่อยู่อาศัย
   
จำรุง  เป็นภาษาถิ่นของคนชอง ที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “จำรุ”  หมายถึง ปากทางน้ำไหลลงทุ่ง คลอง หนอง บึง    

ด้วยสภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ลักษณะเช่นนี้จึงเหมาะแก่การทำนา ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา ที่ลุ่มต่ำในทุ่งนามีดินเหนียวสีดำ ทำนาได้ผลดี ที่ดอนบนเนินมีดินสีแดงมันปู เหมาะแก่การปลูกผลไม้และยางพารา ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนป่าให้เป็นบ้าน เปลี่ยนบึงให้เป็นเรือกสวนไร่นา บนเนินเป็นสวนผลไม้และสวนยางพารา  สังคมเกษตรกรรมเล็ก ๆ จึงผุดขึ้นที่นี่  และเป็นรายได้หลักของชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน

ปี ๒๕๑๗ ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน มีการปรับตัวของคนในชุมชนอีกครั้ง การรุกคืบของทุนนิยมผ่านโทรทัศน์ ทำให้ผู้คนในชุมชน เริ่มมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน  ใช้สารเคมีในการผลิต ซื้อรถไถนาควายเหล็กมาแทนควายจริงในท้องทุ่ง   ควายตัวสุดท้ายถูกขายไปเมื่อ ปี ๒๕๑๙ 

ปี ๒๕๒๙  มีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐ  และมีการรวมตัวกันเองของชาวบ้าน ที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง”  เรียนรู้การจัดการตนเองด้วยวิถีแห่งชุมชนท้องถิ่น  ใช้รูปขบวนองค์กรชุมชนเป็นแนวทาง ช่วงเวลานั้นชาวสวนทุเรียนกำลังประสบปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน  สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้เกษตรกร  

วิกฤตมา ปัญญาเกิด  ชาวสวนได้รวมตัวปรึกษาหารือและหาทางออกร่วมกัน  ได้ข้อสรุปว่า  น่าจะนำเนื้อทุเรียนดิบหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ มาลงกระทะทอดให้เหลือง  ซับน้ำมันออก  ใส่เกลือเล็กน้อย  ปรากฏว่ารสชาติ  อร่อยไม่แพ้ทุเรียนสุก  ที่สำคัญกลิ่นไม่รุนแรง  กลุ่มแปรรูปผลผลิต  เริ่มขึ้น มีเวทีพูดคุย  นำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ  ปัจจุบันกลุ่มผลิตทุเรียนทอดได้ขยายผล  ถ่ายทอดชุดความรู้ประสบการณ์ สู่การแปรรูปผลไม้ชนิดอื่น ๆ อีกด้วย

ขณะที่รัฐกำหนดนโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้า ๒๕๔๓   ชาวบ้านได้รวมตัวกันสอดรับ มีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ เกิดตามมา  เช่น ศูนย์สาธิตการตลาด กองทุนยา  เสียงตามสาย กลุ่มแปรรูปผลลิต ฯ กิจกรรมที่หลากหลายถึง ๑๐ กลุ่มกิจกรรม 
ปี ๒๕๓๕ แนวคิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยมีตำบลเป็นพื้นที่เป้าหมาย  ทำให้ กลุ่ม  กิจกรรม  ในพื้นที่มีการเชื่อมโยงกับในระดับตำบล  มีการจัดกิจกรรมร่วมกันเป็นระยะ ระยะ เมื่อกองทุนเพื่อสังคม (SIF) เข้ามาสนับสนุนการทำงาน ทำให้กลุ่มกิจกรรมในพื้นที่ได้เรียนรู้ บัญชีครัวเรือนสู่ข้อมูลชุมชนท้องถิ่น เกิดการผลักดันการทำงานเป็นกระบวนการมากขึ้นบนฐานข้อมูล  

ปี ๒๕๔๕  เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง  ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  มาขยายแนวทางการทำงานไปยังกลุ่มคนในพื้นที่ของตำบลเนินฆ้อและพื้นที่ใกล้เคียง(พื้นที่ภูมินิเวศน์) มีเวทีเชื่อมประสานงานกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ทุกเดือน  ด้วยการหนุนเสริมของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เรียกกันว่างาน  พลิกฟื้นวิถีชุมชนท้องถิ่น  ใช้พื้นที่ศูนย์ประสานงานของเครือข่ายองค์กรชุมชน เชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน จนเป็นหลักการสำคัญในการทำงานของสมาชิก กลุ่ม องค์กร ในปัจจุบัน ด้วยเป้าเดียวกันคือ  “สังคมเป็นสุข  ชีวิตมีความมั่นคง   พึ่งพาตนเองได้ บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
  
ปี ๒๕๕๑ ยกระดับการทำงานเครือข่ายสู่ สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ  มีศูนย์ประสานงานอยู่ที่ ๗๐  หมู่  ๗  ตำบลเนินฆ้อ  อำเภอแกลง  จังหวัดระยอง ที่เรียกกันว่า มหาวิทยาลัยบ้านนอก   กิจกรรมที่หลากหลายถึง  ๔๐ กลุ่มกิจกรรม  ประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติการจริงของการทำงานในพื้นมากกว่า  ๓๐ ปี  ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในแบบบ้านบ้าน    สัมผัสวิถีพอเพียงของชุมชนท้องถิ่น มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนงาน 

ปัจจุบัน  มหาวิทยาลัยบ้านนอก เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง นำประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติการจริงของกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ มารวบรวบและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักเดินทางที่สนใจงานแบบชาวบ้าน ทิ้งรูปแบบการทำงานแนวดิ่งแบบเดิม ๆ   ใช้การทำงานแนวราบ  สร้างความเสมอภาคด้วยวิถีตนเอง  นำพาชีวิตของกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ในสังคมพลเมือง  ไปสู่ความมั่นคงด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของ เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง  สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ  ที่ มหาวิทยาลัยบ้านนอก  มีแกนนำ ๔๐ กลุ่มกิจกรรมและภาคีพัฒนาอื่น ๆ เข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดชุดความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ภูมิปัญญาที่หายไปถูกพลิกขึ้นมา  สร้างความสุข ความมั่นคงแห่งชีวิต  ให้กับคนในพื้นที่และนักเดินทาง

การจัดการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยทุนทางสังคมของชุมชน  ชักชวนผู้คนที่มีเงินไม่มากนัก  ออมเงินผ่านกลุ่มธนาคารชุมชน ในทุกวันศุกร์ ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ทำให้คนตัวเล็กที่ไม่มีพลังทางสังคม มีความมั่นคงมากขึ้นด้วยฐานการออมและระบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เพิ่มขึ้นอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน

การเอื้อเฝื้อแบ่งปันของกันและกัน ผ่านการรวมตัวของ กลุ่มสวัสดิการเครือข่ายชุมชน  ที่ปัจจุบันดูแลกันเองตั้งแต่แรกเกิดจนตายถึง ๑๒ เรื่อง ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมพลเมืองที่นี่  มีความมั่นคงจริง

การเป็นสังคมเกษตรที่รู้เท่าทันของ  กลุ่มเกษตรพื้นบ้าน   ลด ละ เลิกสารเคมี  อย่างจริงจังมาตลอด ๒๐ ปี  มีผักพื้นบ้าน  ผลไม้อินทรีย์กินตลอดทั้งปี เมื่อมีเหลือจึงขายให้กับ  กลุ่มงานอาหารท้องถิ่นไทย นำมาจัดวางอย่างสวยงามคู่กับน้ำพริกกะปิ ที่นำมาจากกลุ่มแปรรูปกะปิน้ำปลา  เกิดการเชื่อมโยงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มกิจกรรมในพื้นที่เขตงานของเครือข่ายองค์กรชุมชน

กลุ่มธนาคารต้นไม้ ชักชวนสมาชิกมาสร้างความมั่นคงให้กับตนเองด้วยการปลูกต้นไม้สามอย่าง ไม้กินได้  ไม้โตเร็ว  ไม้เศรษฐกิจ  ในสวนผลไม้และสวนยางพารา สมาชิกกว่า ๒๐๐ ครอบครัวที่สนใจ ลงมือปลูกต้นไม้และเป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นผลบ้างแล้ว

ต้นยางพาราสูงชะลูดเรียงเป็นแถว  มีมูลค่ามหาศาลจากน้ำยางและต้นยางพารา   แต่ชาวสวนไม่นิ่งนอนใจในราคายางที่ขึ้นลงเหมือนหุ้น ได้รวมกันสร้างหลักประกันความเสี่ยง ตั้ง  กลุ่มรวมซื้อรวมขายยางพารา รองรับผลผลิต

 เช่นเดียวกับชาวสวนผลไม้ซึ่งบางคนก็เป็นกลุ่มเดียวกับชาวสวนยาง  จับกลุ่มกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับราคาผลลิตที่เป็นธรรมมากขึ้น มี  ตลาดสีเขียว  รองรับผลไม้สดและสินค้าแปรรูปทุกชนิด ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น  สร้างระบบการผลิตกับระบบการตลาดที่ติดกัน ทำให้ได้ราคาเหมาะสมเป็นธรรม  เป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรชาวสวน  จึงไม่แปลกใจเลย เมื่อนักเดินทางได้ฟังเรื่องราวจากปากของคนที่นี่ เล่าขานถึงสวนผลไม้และต้นยางพารา ด้วยความภาคภูมิใจทุกครั้ง

ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน  ที่จะพากันไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง  เป็นสังคมแห่งพลเมือง  กระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านมาตลอด ๓๐ ปี และการยึดแนวทางการเคลื่อนงานบนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้หลอมรวมเอาแนวคิด ประสบการณ์การทำงานของกลุ่มคนตัวเล็ก ให้เข้มแข็งมั่นคง กลายเป็นขบวนองค์กรชุมชน เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้งานแบบบ้านบ้าน  ที่คิดและทำงานแบบนอกกรอบกติกาสังคมเดิม ๆ  เป็น สภาองค์กรชุมชนต้นแบบ เป็น สถาบันเรียนรู้ความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน เป็น แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ เป็น ตลาดสีเขียวของคนรักษ์สุขภาพ เป็น ศูนย์อาหารสุขภาพแห่งชาติ  และเป็น มหาวิทยาลัยบ้านนอก ที่เขียนทฤษฎีจากแผ่นดิน  โลกแห่งการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด 
 

ชาติชาย  เหลืองเจริญ
๑  มกราคม ๒๕๕๖