วิถี "ไม้ผลัด4" แห่งบ้านจำรุง "ชาติชาย เหลืองเจริญ"

“ชุมชนจะพัฒนาได้ คนในชุมชนต้องช่วยกันคิด ที่สำคัญอย่าไปตีกรอบว่าต้องทำนั่นทำนี่ แต่ชอบเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น” แกนนำเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง อย่าง “ผู้ใหญ่ตี๋-ชาติชาย เหลืองเจริญ” บอกถึงหัวใจของการขับเคลื่อนที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนเข้มแข็ง

วันนี้เราจะพาไปพูดคุยกับฟันเฟืองตัวสำคัญ ในภารกิจพลิกฟื้นชุมชน กับวิถีชีวิตของผู้ชายคนนี้...

@@@@@

“เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะทำทั้งหมดนี้ขึ้นมาเพียงคนเดียว แต่เป็นเพราะคนในชุมชนมีใจที่จะทำให้ชุมชนมากกว่า ขาดผมเขาก็เดินได้ แต่ผมขาด
เขาผมเดินไม่ได้แน่นอน”

ผู้ใหญ่ตี๋ออกตัวเมื่อทีม “วิถีชีวิต” ถามถึงความสำเร็จวันนี้ของบ้านจำรุงในฐานะชุมชนเข้มแข็งตัวอย่าง ในวันที่เราเดินทางไปเยี่ยมชมดูงานกับ คณะอนุกรรมการประสานงานภายในประเทศ (อปน.) กองบัญชาการกองทัพไทย

ผู้ใหญ่ตี๋เล่าประวัติว่า บ้านจำรุง เผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกราว ๆ ปี 2510 โดยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากได้มีการนำ “รถไถนา” เข้ามาใช้ เมื่อมีคันแรก คันที่สองก็เริ่มตามมา จนปี 2529 ควายตัวสุดท้ายได้ถูกขายไป ขณะที่สวนผลไม้ดั้งเดิมที่ปลูกผสมผสานก็ถูกมองว่าล้าสมัย ชาวบ้านถูกบอกให้ปลูกแบบสมัยใหม่เป็นพืชเชิงเดี่ยว สารเคมีก็เริ่มมีบทบาทในวิถีชีวิตมากขึ้น หลังจากนั้นวิถีชีวิตประเพณีดั้งเดิมก็เริ่มสูญหาย ผู้คนชุมชนเริ่มต่างคนต่างอยู่ จนมาถึงยุค “ผู้ใหญ่เยือน ผลงาม” ซึ่งถูกชาวบ้านขอร้องให้มารับหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ได้มีการรวมตัวพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้น รวมตัว เพื่อแก้ปัญหา

ชาติชาย แกนนำชุมชนคนเดิม เล่าอีกว่า ข้อดีที่ทำให้บ้านจำรุงกลับมาตั้งหลักได้ คือความเป็นเครือญาติของคนในชุมชนที่มีแรงยึดเหนี่ยวในระดับสูงมากพอจะทานต่อกระแสต่าง ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา จนฟื้นฟูวิถีชีวิต ดั้งเดิมให้กลับคืนมาอีกครั้งได้ ซึ่งบ้านจำรุงวันนี้มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนขึ้นกันเอง ทำให้เกิดกิจ กรรมที่หลากหลาย อาทิ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนและผู้สูงอายุ ร้านค้าชุมชน กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้านเกษตร โฮมสเตย์ ธนาคารขยะและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสร้างสื่อของตัวเองขึ้นมาใช้ ทั้งเคเบิลทีวีและวิทยุชุมชน

นอกจากนี้ ยังมี “มหาวิทยาลัยบ้านนอก” กับเรื่องนี้เขาเล่าว่า เกิดจากแนวคิดที่ว่าความรู้มีอยู่ทุกที่ เพราะการที่คนชนบทหรือเกษตรกรไม่ได้เรียนจบสูง ๆ จากระบบการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าคนชนบทจะโง่ หรือฉลาดไม่เท่าคนที่จบในรั้วการศึกษา แต่สังคมมักมองและวัดเฉพาะคนที่จบในระบบเท่านั้น เลยทำให้เกษตรกรและภูมิปัญญาชาวบ้านถูกกันออกนอกระบบ ก็เลยคิดว่าควรสร้างระบบการศึกษาขึ้นมาเอง

“จึงเป็นที่มาของมหาวิทยาลัยบ้านนอก ทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากหัวใจ กระบวนการคิดค้นของชุมชน และเรายังเห็นว่าสื่อมีอิทธิพลต่อการรู้สึกนึกคิดของสังคม มาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสื่อกระแสหลักมีพื้นที่ให้ชาวบ้านหรือชุมชนเล็ก ๆ ได้เปิดเผยตัวเองน้อยมาก ๆ เราก็เลยคิดว่าถ้าอยากจะให้เกิดแรงขับแบบรุนแรงเราก็ควรจะมีสื่อของเราไว้ใช้ด้วย ก็เลยเกิดเป็นบ้านจำรุงโปรดักชั่น เกิดเป็นวิทยุชุมชนขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ”

“เราต้องตามความรู้ของโลกชนิดหายใจรดต้นคอ เพราะถ้าเราก้าวไม่ทัน ชีวิตเกษตรกรจะไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้เลย ผมว่าเกษตรกรเป็นชีวิตที่มีความสุขที่สุด แต่การจะอยู่กับกระแสต่าง ๆ ได้ เกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อให้เท่าทัน ที่สำคัญจะต้องรู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้ด้วย”

ผู้ใหญ่ตี๋บอก ก่อนกล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่างประเพณีการแห่นางแมวที่เราพลิกฟื้นขึ้นมา ฟังดูเหมือนไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เราอยากทำให้มันกลับมา คือเราไม่รู้ว่าแห่แล้วฝนจะตกหรือไม่ตก นั่นเราไม่แคร์ แต่เราอยากให้วิถีนี้กลับมา เพราะเราอยากเห็นความมีชีวิตชีวาของชุมชนกลับคืนมามากกว่า ดังนั้นบางอย่างผลก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการกระทำนั่น แต่อาจจะได้ผลอีกด้านของการกระทำแทน”

ที่สำคัญเขาบอกว่า ถือเป็นการร้อยคนเข้าด้วยกัน โดยมีประเพณีเป็นเครื่องมือ

กล้าได้-กล้าเสียแบบนี้ เคยมีปัญหาหรือไม่ ? นั่นคือคำถามที่เราถาม ซึ่งเขาตอบกลับว่า ก็มีบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยมีอะไรรุนแรง อาจเพราะชาวบ้านทุกคนล้วนเป็นหูเป็นตาและคอยดูแลกันอยู่ตลอด ที่สำคัญเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ดังนั้นอย่าไปตกใจ อีกอย่างเขาคิดว่าเขาตัวเล็กเกินไปที่คนตัวใหญ่จะมาเล่นด้วย

กับบทบาทหน้าที่แกนนำและฐานะผู้ใหญ่บ้านซึ่งเขาเรียกว่าเป็นหัวโขน ที่วันนี้เขาสวมบทบาทอยู่นั้น เขาเข้ามาทำตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน และเขาก็คิดว่าคงไม่ขอต่อตำแหน่ง แม้จะมีหลายคนขอให้สานงานต่อ เหตุผลส่วนตัวนี้เขาอธิบายว่า การยึดติดตำแหน่งทำให้การทำงานกับการเคลื่อนตัวของชุมชนจะไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากยิ่งอยู่นานก็ยิ่งต้องเอาใจฐานเสียง สุดท้ายเรื่องที่ควรเดินหน้าทำก็จะไม่กล้าทำ เขาจึงขอหยุดตัวเองไว้ที่การเป็น “ไม้ผลัดที่ 4” และขอให้มีไม้ผลัด ที่ 5 มาแทนที่เขาจะดีกว่า

“ก็มีหลายคนที่บอกว่าผมเป็นคนรุนแรง แต่ผมก็บอกไปว่าบุคลิกผมเปลี่ยนยาก อีกอย่างผมคิดว่าถ้าจะให้งานพัฒนาเดินหน้าต่อไปได้ เราก็ควรจะตรงไปตรงมา วิพากษ์วิจารณ์กันได้ เพราะเราจะเก่งก็ต้องให้คนรู้วิจารณ์เรา ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่เกิดการเรียนรู้ ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นผมคงแย่ไปแล้ว แต่นี่ดีว่าเป็นบ้านจำรุง คนที่นี่เป็นคนมีคุณภาพ แม้จะเกลียดกัน ไม่ชอบกัน ก็จะไม่เก็บมาคิด คือทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดอิสระ แต่เมื่อโหวตว่าคนส่วนใหญ่เลือกอย่างนี้ คนส่วนน้อยก็ยอมรับกติกากัน จะว่าไปที่นี่ก็มีทั้งเหลืองทั้งแดงเลยนะ แต่ก็แปลกที่ไม่เคยทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนที่อื่น”

เป้าหมายข้างหน้ากับการทำงานชุมชน ผู้ใหญ่ตี๋บอกว่า ทุกอย่างล้วนเป็นสัจธรรม มีเกิดก็มีดับ มีดับก็มีเกิด เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าแนวทางที่ทำอยู่นี้จะต้องอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน แต่คาดหวังว่าสิ่งที่คนรุ่นเขาทำอยู่นี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นต่อไปได้ฉุกคิดและเห็นความสำคัญของการพัฒนา...ที่เหลือก็สุดแท้แต่ฟ้าดิน

@@@@@

“ผมขอแค่มันยังอยู่ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ ก็พอ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของรุ่นต่อไปว่าจะทำไม่ทำอย่างไร วันนี้เราถือว่าเราลงแรงหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้แล้ว ส่วนอนาคตข้างหน้าให้คิดเสียว่าเป็นดอกเป็นผลของคนรุ่นต่อไปจะดีกว่า ว่าเขาจะดูแล เก็บเกี่ยว หรือปล่อยทิ้งไป” เป็นสิ่งที่แกนนำชุมชนบ้านจำรุงรายนี้บอก เป็นแง่มุมความคิดของ “ผู้ใหญ่ตี๋-ชาติชาย เหลืองเจริญ” ผู้ชายเสียงดังมาดขรึม กับบทบาท “ไม้ผลัดที่ 4”

กับภารกิจพลิกฟื้นชีวิตชุมชนบ้านจำรุง แห่งนี้...
 

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2552