โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ชาติชาย เค้นหัวใจงานชุมชน

เค้นหัวใจงานชุมชน : คนตัวเล็กต้องรวมกลุ่มเพื่อเป็นแรงเหวี่ยง

 
ชาติชาย เหลืองเจริญ สะกิดรัฐ-ชุมชน สร้างโอกาสเอื้อชาวบ้านแสดงออกเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ย้ำหัวใจของงานพัฒนาคือการรักในท้องถิ่น หวังพึ่งพาตัวเอง รวมกลุ่มเพื่อสร้างพลัง

ช่วงที่สังคมเริ่มให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาและพัฒนาเรื่องต่างๆ จาก "ฐานราก" มากขึ้นเฉกเช่นขณะนี้ "ชุมชน" ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการพัฒนาต้องปรับบทบาทและทัศนคติของตัวเองใหม่ให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
 
“จุดหักเหหนึ่งของคนบ้านจำรุงเกิดจากการรู้สึกว่าเราต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเอง” คือแนวคิดที่ผู้ใหญ่ชาติชาย เหลืองเจริญ แกนนำชุมชนบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง อธิบายถึงจุดเปลี่ยนที่ส่งให้ชุมชนบ้านจำรุงของเขาเปลี่ยนจากพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็นชุมชนตัวอย่างและช่วยสร้างบทเรียนที่ชุมชนอื่นควรนำไปศึกษา เขาบอกว่า ผลพวงอย่างหนึ่งที่ได้รับภายหลังจากการก้าวเข้ามาทำงานให้กับชุมชนคือประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการศึกษาในระบบ กระบวนการที่ผ่านความคิดจากคนในชุมชนที่ทำงานเป็นทีมสอนให้เขารู้จักการรอคอยเนื่องด้วยผลของงานไม่ได้เกิดในชั่วข้ามคืน มากกว่านั้นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเขาที่สำคัญอีกอย่าง นั่นคือการหายไปของความร้อนในอารมณ์ซึ่งถูกแทนที่ด้วยเหตุผลของความเป็นผู้นำ


ขณะนี้ในวงการพัฒนาชุมชนมีการพูดถึงชุมชนบ้านจำรุงในภาพที่ว่าเป็นชุมชนตัวอย่าง กระบวนการโดยชาวบ้านมีความเข้มแข็ง คนบ้านจำรุงเขาอยู่กันอย่างไร

อย่าไปมองว่าคนที่บ้านจำรุงนี่มันวิเศษวิโสกว่าที่อื่น เราก็เหมือนชุมชนธรรมดาทั่วไปแต่โดยวิถีปกติพวกเราทำงานกันอยู่แล้ว อาจไม่ได้เรียกว่าเป็นการทำงานชุมชน อย่างผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นตัวแทนของคนในชุมชนกว่า 600 คน ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองนั่นคือทำให้ชุมชนก้าวหน้าประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการชุมชนของเราเริ่มพึ่งพาตัวเองมากว่า 20 ปี ที่ผ่านมามีกำนันมาแล้ว 3 คนผมเป็นคนที่ 4 สำหรับจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชุมชนเราเริ่มลุกขึ้นมา

คือเริ่มจากหลักคิดง่ายๆที่ว่าปัญหาต่างๆที่มีอยู่ในชุมชนนั้นเราสามารถบรรเทาและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ แต่ทั้งนี้จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันก็สอนให้เรารู้อีกเช่นกันว่า แม้ชุมชนของเราจะเข้มแข็งอย่างไรแต่ถ้าระดับนโยบายไม่เล่นด้วย วันหนึ่งก็จะไปไม่รอด เหมือนกับที่ชุมชนอื่นๆที่มีแนวโน้มที่เสี่ยงต่อการล่มสลาย ดังนั้นเราจึงเห็นร่วมกันว่าต่อไปนี้เราต้องพูดเรื่องนโยบายเพื่อให้มันเป็นรูปธรรมบ้าง เพื่อส่งผ่านความคิดให้กับผู้เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาให้ได้รับการแก้ไข


คนทำงานชุมชนอย่างคุณมองกระบวนการการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอย่างไรในขณะนี้

ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอิสระหรือหน่วยงานอื่นๆ เองก็อยากให้เรามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ปัญหามันอยู่ในขั้นตอนที่ว่าพอเรามีโอกาสที่จะแสดงการมีส่วนร่วมแล้ว สิ่งที่จะดูแลเราต่อจากนั้นกลับไม่มี ความคิดความต้องการทั้งหมดมันก็ยากที่จะเป็นรูปธรรมขึ้น ผมยกตัวอย่างง่ายๆ คือเขาอาจจะเชิญเราเพื่อมาแสดงความเห็นในการทำโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่กลับไม่จ่ายค่ารถให้ มีเพียงจดหมายเชิญแต่ไม่ได้สนับสนุนตรงนี้ มันสะท้อนว่าเขาอยากให้เราร่วมด้วยจริงแต่ในการจัดการกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมบอกเลยว่าชาวบ้านไม่สะดวกที่จะไปหรอกเพราะเสียเวลาทำกิน เสียโอกาสที่จะทำงานที่จำเป็นอื่นๆ เขาไปทั้งวันแต่ผล ที่ได้มานั้นแทบไม่ได้อะไรกลับมาเลย เงินสักบาทก็ยังไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การผลักดันในระดับนโยบายต่อไปก็ยิ่งทำได้ยาก แต่ถามว่าดีขึ้นไหม ตอบว่าดีขึ้น แต่ควรเติมกระบวนการจัดการเพื่อให้ชาวบ้านแสดงพลังได้มากกว่านี้ เรื่องนี้ชาวบ้านเขาไม่ได้ผิด แต่ที่เขาต้องทำเช่นนั้นเพราะเขาต้องทำมาหากิน มันต้องมีค่าเสียโอกาสการทำกิน ที่บ้านจำรุงพยายามแสดงตัวอย่างในส่วนนี้ ใครมาประชุมเราจ่ายค่ารถค่าแรงให้ มีกองทุนตรงนี้ให้เพราะถือเป็นการส่งผ่านความคิดไปให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ


อุปสรรคที่ว่านี้คืออุปสรรคใหญ่ที่สุดหรือไม่

อาจจะไม่ทั้งหมดแต่ฟันธงว่าใช่ วัฒนธรรมการทำงานของไทยคือราชการมักบอกว่าให้ชาวบ้านมาช่วยตรงนี้นิดทำตรงนั้นหน่อย แต่ระบบราชการไม่ได้เอื้อประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านเลย  ราชการควรคิดว่าจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้เขาได้อย่างไรบ้าง อย่ามองว่าชาวบ้านเห็นแก่เงิน


ช่วยยกตัวอย่างสถาณการณ์หรือปัญหาที่มองว่าชุมชนต้องปรับเปลี่ยน

ผมยกตัวอย่างเรื่องสุขภาพชุมชน ที่จากเดิมชุมชนเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว เราไม่มีทางปฏิเสธผลกระทบต่างๆที่ส่งผลต่อสุขภาพได้เลย  ผมมองว่าเราต้องเชื่อที่จะเรียนรู้ร่วมกันได้ ทั้งรัฐและชาวบ้าน คนของรัฐเองก็ต้องถอยครึ่งก้าวให้กระบวนชุมชนลุกขึ้นมาอีกครึ่งก้าวเพื่อเปิดเวทีร่วมกันและพูดคุยในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องสุขภาพชุมชนนี้ ต้องเริ่มพิจารณาร่วมกันว่า องค์ประกอบต่างๆ ของกระบวนการสุขภาพมีอะไรบ้างและจัดการในบทบาทที่เหมาะสม หมอควรจะรู้ว่าตัวเองจะเล่นบทบาทอย่างไร อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ควรจะเล่นบทบาทอย่างไร ชาวบ้านจะเล่นอย่างไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนต้องร่วมกันทำอย่างไร โดยทั้งหมดมีเป้าหมาย

เพื่อให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีทั่วหน้า เรื่องนี้ถ้ารัฐไม่ถอย ชาวบ้านไม่กล้าเข้ามาหรอก รัฐต้องถอยพื้นที่ทางความคิดเพื่อรับความต้องการของชาวบ้านจริงๆ ขณะเดียวกันต้อง เป็นพี่เลี้ยงเรื่องการให้ความรู้ กระบวนการบางอย่างที่เกิดขึ้นได้มันควรเริ่มมาจากการที่รัฐถอยและสร้างการเรียนรู้ไปพร้อมกัน เช่น การปลูกผักพื้นบ้าน การใช้เกษตรอินทรีย์ที่มีมากขึ้น

 
ตัวชาวบ้านเองจำเป็นต้องปรับอะไรด้วยไหม

มีบางอย่างที่ชาวบ้านจำเป็นต้องเปลี่ยนเหมือนกัน ที่ผมนึกออกและยกตัวอย่างคือแนวคิดเรื่องการเลือกตั้ง ชาวบ้านมักมองว่าการเลือกตั้งคือความขัดแย้ง บ้างก็มองว่าการเลือกตั้งคือการอยู่ฝั่งตรงข้ามของกันของ 2 ฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับชัยชนะเลือกตั้งแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้การทำงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมีผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้บริหารงานดำเนินไปด้วยความล่าช้า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาต้องเปลี่ยน ต้องอย่าลืมว่าการเลือกตั้งคือการแสดงออกทางประชาธิปไตย
   

ปัจจุบันชาวบ้านยังมีทัศนคติที่รอการช่วยเหลือจากราชการเพียงฝ่ายเดียวอยู่หรือไม่

ภาพลักษณ์ที่ว่าชาวบ้านมักรอให้รัฐบาลช่วยเหลือโดยที่ตัวเองไม่สนใจในปัญหาของตัวเองนั้นเป็นมุมมองที่คนภายนอกมองเข้ามาโดยที่ไม่รู้ความจริง ผมเชื่อว่าชาวบ้านทุกคนอยากช่วยเหลือตัวเอง อยากมีส่วนร่วมที่จะกำหนดทิศทางของชุมชนของพวกเขา เพียงแต่ที่ผ่านมาระบบมันไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้พวกเขาได้แสดงความต้องการของตัวเองเลย
   

คิดว่ากลไกที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ อย่างไร
กลไกของรัฐก็มีอย่างที่รู้กัน ส่วนกลไกชุมชนเช่นสภาองค์กรชุมชนเองก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรมากนัก งานระดับนโยบายที่ควรจะดำเนินการก็ยังมีอีกมาก แต่สถานการณ์ในวันนี้มันเป็นในแบบนี้ก็ถือว่าดีประมาณหนึ่ง

สภาองค์กรชุมชนมีองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ คนที่ทำเรื่องธนาคารชุมชน อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มไม่กินเหล้า กลุ่มไม่เล่นไพ่ กลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชน และอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จะมาร่วมที่สภาฯ

สภาฯ เป็นเพียงเครื่องมือที่จะให้พวกเขาเจอกัน ทันทีที่เขาเจอก็จะสามารถคลี่ปัญหาของพื้นที่นั้นๆ ได้ทันที เช่นสภาฯ ที่บ้านผมนั้นจะเปิดพื้นที่ให้คนทุกฝ่ายเข้ามาคุย ขณะเดียวกันผู้เกี่ยวข้องอื่นๆก็ต้องมาด้วย เช่นในเรื่องสุขภาพ คนอนามัยก็ต้องมาร่วมด้วย มาบอกว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะขืนให้ชาวบ้านคุยกันเองแล้วไปบอกหมอบางเรื่องชาวบ้านไม่กล้าคุย ไม่กล้าบอก ประสบการณ์ของเราบอกว่าให้พูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ เมื่อการพูดคุยเกิดขึ้นแล้ว มันจะมีพลังด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องทำอย่างไร ถ้าเดือนหนึ่งมันมีการสุมหัวคุยกันของคนกว่า 30 คน เหล่านี้กลายเป็นแรงเหวี่ยงที่จะกระแทกอะไรก็ได้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ มีกำลังต่อรอง ซึ่งในเรื่องสุขภาพก็เป็นกระบวนการเช่นเดียวกัน ต้องเปิดพื้นที่ให้ชาวเล่น ว่าพวกเขาจะทำอะไรเพื่อดูแลชุมชนของพวกเขาเองไม่ให้เจ็บป่วย


มีสิ่งใดบ้างที่ชุมชนต้องการและรัฐสามารถช่วยเหลือได้เลย

เรามองถึงงบประมาณในลักษณะเดียวกับที่ส่วนกลางนำไปกองไว้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือที่อำเภออย่างสม่ำเสมอ ชุมชนเองก็ต้องการเช่นกัน รัฐควรจัดสรรกองทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อที่ชุมชนจะสามารถทำเงินกองทุนนี้ไปใช้ในทุกเรื่องที่เขาคิดผ่านมาแม้จะมีกองทุนในลักษณะเดียวกันเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนในด้านต่างๆ แต่ในความเป็นจริงยังคงมีการดำเนินการเชิงบังคับ ทั้งเรื่องของระยะเวลาการใช้เงินและรูปแบบว่าควรทำอย่างไรซึ่งผมมองว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่งเพราะไม่มีใครจะรู้ถึงความต้องการของชุมชนได้ดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ต้องทำมาหากิน บางเวลาก็ไม่สามารถหาข้อสรุปถึงแนวทางการใช้เงินหรือยังไม่ต้องการที่จะใช้ตอนนี้ก็ไม่ควรเร่งรัด เงินที่กองมาให้นั้นกลไกของรัฐไม่ต้องทำอะไรเลย ทำเพียงตรวจสอบและให้องค์ความรู้เท่านั้น อย่าคิดว่าชุมชนโง่ ไม่มีชุมชนไหนโง่ถึงขนาดเอาเงินไปซื้อเหล้ากินหรือซื้อเครื่องสูบน้ำ ทำปุ๋ยอินทรีย์เป็นเพียงอยู่ไม่กี่อย่างตามที่เข้าใจกัน แต่หากชุมชนต้องการสิ่งที่ว่ามาในทุกๆก็เป็นเรื่องของเขา ไม่มีใครรู้เรื่องได้ดีเท่าคนในพื้นที่ แต่ชุมชนต้องมีแนวทางการใช้เงินที่ผ่านการปรึกษาหารือ มีมติที่ประชุมชุมชนและระเบียบเพื่อบริหารเงินด้วย

   
หัวใจของงานพัฒนาชุมชนคืออะไร

อย่างแรกคือการรักท้องถิ่นของตัวเอง ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนั้นต้องเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเป็นผู้เปลี่ยนชุมชนในทางที่ดีได้ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองได้ ผมไม่มีกลยุทธ์อะไรสำหรับการเป็นผู้ใหญ่บ้านเพียงแต่มีหลักคิดอยู่ง่ายๆที่ว่า คนตัวเล็กๆอย่างพวกเรานั้น หากจะแสดงพลังอะไรจำเป็นที่จะต้องมีการรวมกลุ่มที่แข็งแรง เมื่อใดที่เรามีความเป็นปึกแผ่นแล้ว มันสามารถสร้างข้อต่อรอง สามารถผนึกกำลังที่จะทำอะไรก็ได้ เป็นแรงเหวี่ยงที่จะกระแทกปัญหาต่างๆ ได้


บทสัมภาษณ์พิเศษ
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน สถาบันอิศรา
2 มีนาคม 2552