ในความขัดแย้ง เราอยู่ร่วมกันได้

 
ผู้ใหญ่ตี๋-ชาติชาย  เหลืองเจริญ แกเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน แต่ทุกคนก็ยังเรียกแกว่า “ผู้ใหญ่” จนทุกวันนี้ ที่บ้านจำรุงนี้มีผู้ใหญ่อยู่หลายคน เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าผู้ใหญ่บ้านแต่ละคนจะครองตำแหน่งแค่สมัยเดียว ทุกคนเป็นแล้วหาย ไม่มีใครเป็นซ้ำเป็นแล้วเป็นอีก แต่คำนำหน้าชื่อว่า “ผู้ใหญ่” จะติดตัวคนนั้นตลอดไป
 
บ้านจำรุงเพิ่งถูกเอาชื่อไปโฆษณา  ทั้งที่มีหน่วยงานมาถ่ายทำเรื่องในหมู่บ้านตั้งนานแล้ว ชาวบ้านไม่ทันรู้ตัว แต่ก็ไม่ตื่นเต้นมาก เพราะปกติแทบทุกวันก็จะมีคณะเดินทางจากหน่วยงาน องค์กร สถาบันการศึกษา อบต. มูลนิธิ มาดูงานที่บ้านจำรุงอยู่แล้ว แต่พอออกโทรทัศน์ก็ยิ่งมีมากไปอีก ใครๆเขาอยากมาดูเรื่องราวในหมู่บ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ สวนผลไม้อินทรีย์ ปลูกผักสมุนไพรพื้นบ้าน มีสารวัตรขยะคอยจัดการคัดแยกขยะ มีเด็กๆแห่งกองทัพมดทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ชาวบ้านพึ่งตนเองได้ และอยู่เย็นเป็นสุข
 
แต่ชีวิตในบ้านจำรุง ไม่ได้สวยงามโรแมนติกเป็นสีชมพูไปเสียทุกอย่างแบบนั้น ขั้วอำนาจและแกนนำทางการเมืองในหมู่บ้านแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย มีสองขั้วสองข้างอย่างชัดเจน
 
"ผมเกิดมาก็เห็นมันเป็นอย่างนี้ ตอนเด็กผมอยู่ขั้วหนึ่ง โตมาอยู่อีกขั้วหนึ่ง ตอนนี้อยู่อีกขั้วหนึ่ง ไม่เห็นเป็นไรเลย เราเชื่อเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อีกฝ่ายเชื่อเกษตรเคมี ต่างคนต่างทำงานไป ใครเห็นด้วยก็มาทำ ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องมาร่วม มีพวกหัวอนุรักษ์กับพวกหัวก้าวหน้า แต่เราอยู่ร่วมกันได้ ผมไม่เห็นความขัดแย้งเป็นความแตกแยก ความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมปกติอยู่แล้ว”
 
การเลือกตั้งในหมู่บ้านครั้งล่าสุด ข้างฝ่ายผู้ใหญ่ตี๋ไม่ชนะการเมืองเปลี่ยนขั้ว แต่เขายังยืนยันว่า ความขัดแย้งเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย
 
“ผมเชื่อว่าความขัดแย้งนำไปสู่การพัฒนาได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนต้องแข่งกันทำความดีให้บ้านจำรุง ทุกคนต้องทำงาน ไม่ทำไม่ได้ ถ้าไม่ทำจะถูกตำหนิว่าเลือกมาแล้วทำไมไม่ทำ ความขัดแย้งถ้าแปลงให้ดีมันก็มีประโยชน์ สมัยผมมีคนทำงานสาธารณะ ๒o คน สมัยนี้พอเปลี่ยนขั้วก็มีคนทำงานจากฝ่ายโน้นเพิ่มบวฝขึ้นมาเป็น ๔o คน อันนี้เป็นประโยชน์ทันทีเลย ยิ่งทำดีคนมาท่องเที่ยวบ้านจำรุงเยอะขึ้น ชาวบ้านขายของได้ดีขึ้น ประโยชน์ก็ตกอยู่กับคนบ้านจำรุงนี่เอง ไม่ได้ไปไหน”
 
สถานการณ์บ้านเมืองไทยในท่ามกลางความขัดแย้งอาจไม่บานปลาย ถ้าสังคมทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งเรื่องความแตกต่าง และมีปัจจัยรองรับที่ทำให้ไม่ว่าใคนจะมีฝ่ายอำนาจ สังคมโดยรวมก็ไม่เดือดร้อนและเดินหน้าต่อไปได้
 
“คนบ้านจำรุงเราไปพ้นเรื่องการพึ่งพาอำนาจรัฐ การพึ่งพาผู้นำมานานแล้วชาวบ้านทุกคนรู้เท่าๆกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดทำร่วมกันผ่านปฏิบัติการแบบกลุ่ม เรามีกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็ง ฐานการทำงานพัฒนาขับเคลื่อนด้วยกระบวนการกลุ่มทั้งหมด สิ่งที่ยึดโยงไว้คือการสร้างกลุ่มและงานเครือข่าย ไม่ใช่อยู่ที่ตัวบุคคล คุณไม่ใช่พวกเรา เราไม่ช่วยคุณ ไม่ใช่แบบนั้น กลุ่มเป็นเรื่องของการรวมตัวกันเพื่อจัดการผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าเลือกตั้งเสร็จใครจะแพ้ใครจะชนะ กลุ่มก็เคลื่อนปกติตลอดเวลา ”  ที่บ้านจำรุงมีการตั้งกลุ่มกิจกรรมต่างๆอยู่ถึง ๒๔ กลุ่ม “ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ใหญ่บ้าน ต้องเป็นนายก คนทำงานที่นี่ไม่มีหมวกแต่มีอำนาจทางสังคม เขาทำงานไปปกติ บ้านผมเป็นอย่างนี้”
 
ถ้างั้นเราก็ไม่ควรตกใจกับความขัดแย้ง ผู้ใหญ่ตี๋บอกว่าเมื่อคนพึ่งพาตัวเองได้ จัดการเรื่องของตัวเองได้ บวกกับต้นทุนเดิมทางสังคมที่มีอยู่ จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเพียงเรื่องพื้นๆเท่านั้นเอง
 
“ถึงเราจะขัดแย้งกันยังไง เราก็เกลียดชังกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นญาติกันทั้งนั้น ก็แค่มองๆไม่สบอารมณ์ ล้อเล่นกันนิดหน่อยแต่ไม่ถึงขั้นเกลียดชัง เพราะเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกัน”
 
นี่คือสีสันในบ้านจำรุง
 
 
ภัทรพร อภิชิต
(หนังสือ : ปฏิบัติการยิ่งใหญ่ในชุมชนเล็กๆ : ชุมชนสีเขียวพึ่งตนเอง)