ศาสตราจารย์อุทัย ณ มหา’ลัยบ้านนอก

ที่บ้านจำรุงมีผู้สูงอายุที่น่ารักอยู่มากมายหลายคน คุณตาคุณยายอาจจะดูชรา
จากรูปกายภายนอก แต่ส่วนใหญ่แล้วอารมณ์ยังแจ่มใสและยิ้มแย้มมีความสุขเหมือนหนุ่มๆ สาวๆ
 
 
หนึ่งในนั้นคือ คุณยายอุทัย รัตนพงษ์  วันหนึ่ง ปืน เจ้าบ้านโฮมสเตย์ พาพวกเราไปหาคุณยายอุทัย ปืนบอกว่าคุณยายนับเป็นปรมาจารย์เรื่องผักพื้นบ้านปลอดสารเคมี
ถ้าจะให้ตำแหน่งก็ต้องถึงขั้นศาสตราจารย์ เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยบ้านนอก
 
 
บ้านของคุณยายอุทัยเป็นที่ตั้งของกลุ่มเกษตรพื้นบ้านนอกจากจะปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกผักพื้นบ้านสารพัดชนิดแล้วกลุ่มนี้ยังทำปุ๋ยหมัก น้ำปุ๋ยหมักชีวภาพ และสารสกัดชีวภาพไล่แมลงไว้ใช้ในกลุ่มและจำหน่ายให้ผู้สนใจด้วย
 
 
คุณยายอุทัยอายุ 75 ปีแล้ว แต่เค้าความงามสมัยสาวๆ ยังชัดเจนบนใบหน้า เราไหว้คุณยายแต่ยังไม่ทันพูดคุยกันเท่าไหร่ คุณยายก็ส่งเงาะสดใหม่จากต้นให้กิน แล้วร้องเพลงเสียงหวานให้เราฟัง
 
 
"พริก มะเขือ ขิง ข่า ตะไคร้
เราไม่ควรจะไปซื้อที่ตลาด
ปลูกให้งามยามเมื่อขาด
วิ่งปราดไปในสวนครัว
เลือกเก็บเอาตามชอบใจ
จะกินเมื่อไรก็ไม่ต้องกลัว
เรามีผักสวนครัวไม่ต้องกลัวอดกิน"
 
 
โอ้โห เพราะจริงๆ เราว่าคุณยายอุทัยเป็นศิลปินพื้นบ้านเข้าขั้นมืออาชีพเลยนะเนี่ย "ไม่ได้เป็นศิลปินหรอกหนู ยายเป็นคนแก่" แกตอบอย่างนั้น
 
 
ทุกสัปดาห์คุณยายอุทัยจะจัดรายการวิทยุชุมชนของบ้านจำรุง เป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแผร่เรื่องราวของเกษตรอินทรีย์ๆไปสู่ผู้ฟังในวงกว้าง บทเพลงเพราะๆ บทกลอนความหมายดีๆ และข้อคิดสะกิดใจก็เลยถูกถ่ายทอดอยู่เสมอ จนคณะกรรมการหมู่บ้านนำเสียงของคุณยายอุทัยไปอัดลงแผ่นซีดีขาย
 
 
แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ ชีวิตของคุณยายอุทัยก็ต้องเจอกับความทุกข์สาหัสมาก่อน
 
 
"ยายเคยเป็นหนี้ 3 แสนบาท จากการทำเกษตรแบบเคมีและซื้อรถด้วย จนในที่สุดต้องตัดสินใจเอาโฉนดที่ดินผืนหนึ่งมาขายให้กับธนาคาร พอหักลบกันแล้วเหลือเงินในบัญชีแค่ 7 บาท ใจหายวูบแต่ก็ต้องทำใจ ยายเลยไปปฏิบัติธรรม พระอาจารย์เห็นยาย ท่านมาทักว่า ทำไมโยมนั่งเหม่ออยู่คนเดียว พอได้ฟังปัญหาท่านก็เลยมอบหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ยาย เรื่องเกษตรพึ่งตนเอง ยายอ่านแล้วลองทำคนเดียวอยู่เป็นปี"
 
 
คุณยายอุทัยเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบธรรมชาติ  ปลอดสารเคมี ขณะที่ทุกคนในหมู่บ้านยังคงโหมใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงกันอย่างหนัก ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่คุณยายอุทัยกำลังทำ แต่คุณยายก็ไม่ท้อ ใครไม่เชื่อก็ช่างเขา คุณยายอุทัยถือคติว่า "ทำให้ดูอยู่ให้เห็น เป็นให้สัมผัส"
 
 
แล้ววันหนึ่ง เมื่อหลายคนในหมู่บ้านได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการใช้สารเคมีในการเกษตร สิ่งที่คุณยายอุทัยซุ่มทำอยู่เงียบๆ ก็กลายเป็นทางออกให้กับเพื่อนบ้านได้ด้วย แนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ที่เริ่มจากคุณยายคนเดียวก็แพร่หลายจนกลายเป็นกระแสหลักในบ้านจำรุง "ผลไม้ของเราผิวไม่สวย แต่รสชาติแตกต่าง" ในสวนผลไม้ที่เต็มไปด้วยต้นเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกองของคุณยายอุทัย มีพืชผักพื้นบ้านปลูกแซมอยู่ทั่วไป ไม่ได้ยกเป็นแปลงผักสวยงามแบบแปลงสาธิต ใครที่ไม่รู้จัก เดินดูในสวนอาจมองไม่ออกว่าใบไม้อันไหนเป็นผัก อันไหนเป็นหญ้า
 
 
ทุกวัน ผักพื้นบ้านจะมีสมาชิกตระเวนมารับไปขาย นอกจากมีกินไม่ขาด ยังเก็บขายได้ในหมู่บ้านตลอด  เสาร์-อาทิตย์ก็จะมีตลาดผักอินทรีย์ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เวลามีคณะดูงานเข้ามาที่หมู่บ้าน กลุ่มผักพื้นบ้านก็จะนำผักไปขายให้กับกลุ่มทำอาหาร แขกที่ได้ชิมอาหารฝีมือแม่ครัวบ้านจำรุงรู้ดีว่า นอกจากอาหารพื้นบ้านอร่อยถูกปาก สะอาดถูกอนามัย น่ากินทุกอย่างแล้ว ยังมีผักพื้นบ้านเป็นสิบๆ ชนิดทั้งลวกและกินสดเอาไว้แนมอย่างเหลือเฟือ
 
 
นอกจากนี้ ผักและผลไม้สดๆปลอดภัยของสมาชิกกลุ่มเกษตรพื้นบ้านยังขายให้กับ "ร้านส้มตำบ้านจำรุง" ของพี่ทำเนียบ รัตนพงษ์ แม่ค้าส้มตำสู้ชีวิตอีกด้วย ร้านส้มตำเป็นช่องทางกระจายสินค้าของชาวบ้านจำรุงได้เป็นอย่างดีเพราะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว นอกจากส้มตำผลไม้รวม ซึ่งใช้ผลไม้อินทรีย์ผลผลิตในหมู่บ้าน และส้มตำต่างๆ นานาชนิดที่รสชาติแซบอร่อยถูกใจแล้ว  ทางร้านยังมีผักพื้นบ้านเสิร์ฟเคียงมาให้อีกหนึ่งจานพูน ทั้งใบบัวบก เสม็ดแดง หัวปลี ข่าอ่อน มะระขี้นก ดอกแค ฯลฯ  ไม่ใช่แค่กะหล่ำปลีถั่วฝักยาวที่ล้วนเต็มไปด้วยสารเคมีเหมือนร้านส้มตำทั่วไป ร้านส้มตำบ้านจำรุงขายดีทุกวัน ช่วงกลางวันมีพนักงานออฟฟิศขับรถจากในเมืองมากินเต็มร้านถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์ก็ถึงขั้นต้องเข้าคิว กิจการส้มตำขายดี ผลิตภัณฑ์แปรรูปของชาวบ้านจำรุง ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก น้ำปลา กะปิ ทุเรียนทอด ฯลฯ ที่เอามาฝากขายในร้ายก็เลยพลอยขายดีไปด้วยทั้งหมด
 
 
แนะนำเพลงจำรุงใจเศรษฐกิจพอเพียง เวอร์ชั่นกองทัพมดร้อง
 
 
ภัทรพร อภิชิต
(หนังสือ : ปฏิบัติการยิ่งใหญ่ในชุมชนเล็กๆ : ชุมชนสีเขียวพึ่งตนเอง)