สร้างประเทศให้น่าอยู่ที่สุดในโลกไม่ยากอย่างที่คิด

"โลกแห่งการเรียนรู้ สังคมอุดมปัญญา" วลีสั้นๆ ที่ปรากฎอยู่ภายใต้
ชื่อเครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำงไม่ได้เป็นแค่การประดับถ้อยคำสวยหรู
ให้กับเว็บไซต์ banjumrung.org เพราะหากใครได้มีโอกาสไปเยือนยังบ้านจำรุง
แห่งนี้ด้วยตัวเองคงต้องยกให้ที่นี่เป็นชุมชนในฝันที่มีอยู่จริง
 
 
"จุดหักเหหนึ่งของคนบ้านจำรุงเกิดจากการรู้สึกว่าเราต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเอง" ผู้ใหญ่ชาติชายเหลืองเจริญ ผู้นำรุ่นที่ 4 ของชุมชนบ้านจำรุง
ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง เล่าถึงจุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็นบ้านจำรุงที่ใครต่อใครรู้จักกันดีในวันนี้ ชุมชนซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 
 
บ้านจำรุง เผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกราวๆ ปี 2510 หลังจากได้มีการนำ
“รถไถนา” เข้ามาใช้ เมื่อมีคันแรก คันที่สองก็เริ่มตามมา จนปี 2529 ควายตัวสุดท้ายได้ถูกขายไป ขณะที่สวนผลไม้ดั้งเดิมที่ปลูกผสมผสานก็ถูกมองว่าล้าสมัย
ชาวบ้านถูกบอกให้ปลูกแบบสมัยใหม่เป็นพืชเชิงเดี่ยว สารเคมี ก็เริ่มมีบทบาทในวิถีชีวิตมากขึ้น หลังจากนั้นวิถีชีวิตประเพณีดั้งเดิมก็เริ่มสูญหาย ผู้คนชุมชนเริ่มต่างคนต่างอยู่ จนมาถึงยุค “ผู้ใหญ่เยือน ผลงาม” ซึ่งถูกชาวบ้านขอร้องให้มารับหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้มีการรวมตัวพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้น รวมตัว เพื่อแก้ปัญหา
 
 
ความรักที่มีต่อชุมชนท้องถิ่นได้สร้างจิตสำนึกแห่งการพึ่งพาตัวเองให้กับชาวบ้านจนนำมาสู่กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง
ที่หนึ่งสมองและสองมือของชาวบ้านทุกคนร่วมกันจัดทำแผนแม่บทชุมชนขึ้นกันเอง ทำให้เกิดการสร้างสรรค์กิจกรรมที่นำมาซึ่งผลลัพธ์เกินความคาดหมาย
 
 
"เรามีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนของเรามีเงินทุนเป็นของตัวเองไว้ใช้พัฒนาท้องถิ่นโดยไม่ต้องพึ่งแหล่งเงินจากภายนอก ซึ่งนั่นจะทำให้เราอยากจะพัฒนาอะไรให้กับท้องถิ่นของเรา ก็ลุกขึ้นมาพัฒนาได้เลย ไม่ต้องรอใคร ก็เลยเกิดสหกรณ์ชุมชนขึ้น ซึ่งกำไรจากการดำเนินการนั้นเราก็นำมาจัดตั้งกองทุนพัฒนาท้องถิ่นเป็นฐานในสร้างกิจกรรมพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพชุมชน"
 
 
กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก คือธนาคารขยะโดยมีการขายหุ้นให้กับชาวบ้านที่สนใจนับว่า เป็นเทคนิคเพื่อสร้างความร่วมมือไปในตัวแค่เริ่มโครงการชาวบ้านก็รวบรวมขยะที่เป็นเงินทั้งหลายหลั่งไหลมาที่ธนาคารขยะแห่งนี้ ถือว่านอกจากจะสร้างกำไรแล้ว ชุมชนยังสะอาดขึ้นอีกด้วยที่สำคัญชาวบ้านได้เรียนรู้เรื่องระบบการจัดการและจำกัดขยะไปพร้อมกัน
 
 
"ไม่เพียงผู้ใหญ่เท่านั้นที่ขยันขันแข็ง ยังมีเหล่า ‘กองทัพมดบ้านจำรุง’ ซึ่งก็คือบรรดาเด็กๆ ชวนกันมาเก็บขยะตามท้องถนนให้สะอาดเป็นประจำเดือนละครั้ง ได้ผลเป็นอย่างดีมากๆ เลยครับ ทางตำบลก็เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เลยให้หลายๆ หมู่บ้านทำตามกันบ้าง ซึ่งก็ได้ผลดีขยายวงกว้างออกไป ตำบลก็สะอาดมากขึ้น ต่อมาทางตำบลก็ทำโครงการ ‘ขยะแลกแต้ม’ เพื่อให้เด็กๆ ได้สนุกกับกิจกรรมไปพร้อมๆ กับให้รางวัลแก่การทำความดี โดยแต้มของเด็กๆ นั้นสามารถนำมาแลกของจากทางตำบลได้ ก็จะเป็นพวกอุปกรณ์กีฬา เครื่องดนตรี สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ได้รับความสนใจและความร่วมมือจากทุกคนในชุมชนอย่างดีมาก จนเรื่องนี้กลายเป็นยุทธศาสตร์ของตำบลไปในที่สุดเลยครับ"
 
 
ที่บ้านจำรุงชาวบ้านรวมตัวกันทำกิจกรรมพัฒนาตามความสนใจมากมาย จาก 1-2 กลุ่มในยุคแรกจนถึงกว่า 40 กลุ่มในปัจจุบัน ที่สำคัญคือต่างทำงานเชื่อมร้อยกันทำให้เกิดพลังทางสังคมมากขึ้น
 
 
อย่างเช่นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มเกษตรพื้นบ้านที่เป็นหลักในการผลิตผักพื้นบ้านปลอดสารเคมีสู่ชุมชน ผ่านพนักงานขายของกลุ่มมีร้านค้าชุมชนการรณรงค์สร้างค่านิยมผ่านสื่อของตัวเองทั้งเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน รวมถึงหนังสือพิมพ์กำแพงหรือกลุ่มท่องเที่ยวกว่า 20 ครัวเรือนที่ทำโฮมสเตย์ท่องเที่ยวชุมชน นอน อยู่ รู้ กินแถมสโลแกนเก๋ๆ “นอน 1 คืนครึกครื้น 1 ปี” ก็เพื่อให้พี่น้องภายนอกชุมชนเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตร่วมกันด้วยประสบการณ์พัฒนาแบบบ้านนอก วิถีท้องถิ่นที่ใช้หลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง
 
 
"สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประสานความร่วมมือกันของคนในชุมชนก็คือการต้องคุยกันเป็นประจำครับ ทั้งในวงและนอกวง ในวงนั้นเราจัดให้มีเวทีแห่งการเรียนรู้ซึ่งกลุ่มต่างๆ ต้องมานั่งคุยกันสม่ำเสมอ เราจะมารวมตัวกันปรึกษาหารือ ร่วมแก้ไขปัญหา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่ององค์ความรู้ระหว่างกลุ่ม เดือนละ 1 ครั้ง โดยเราใช้ชื่อว่า ‘เวทีเชื่อมประสานเครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง’ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกคนมากๆ แล้วก็ช่วยลดปัญหาความไม่เข้าใจกันได้มากทีเดียว ส่วนนอกรอบนั้นมีเวลาว่างหลังจากงานเราก็มักจะคุยกันเสมอๆ อยู่แล้วครับ"
 
 
ไม่แปลกใจเลยว่าผู้คนมากมายพร้อมใจกันเดินทางมาที่บ้านจำรุงด้วยจุดหมายเดียวกันคือ เพื่อจะกลับออกไปอย่างมีความฝันและแรงบันดาลใจที่ท่วมท้นจากชุมชนแห่งนี้บ้าง
 
 
"ที่ผ่านมามีคนเข้ามาศึกษาดูงานกันมากมายชาวบ้านแต่ละกลุ่มก็มีองค์ความรู้ของตัวเองที่ยอดเยี่ยม จากชุดประสบการณ์ที่สั่งสมกันมากว่า 20 ปี จนกลายเป็นชุดความรู้เล็กๆ แบบบ้านนอก ที่มีคุณค่า ตรงจุดนี้เองพวกเราก็เลยคิดที่จะจัดตั้งแหล่งความรู้ชุมชนขึ้น และสร้างให้มีความน่าเชื่อถือแถมมีการพัฒนาที่เป็นระบบและจริงจังเราอยากให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนอื่นๆ ด้วย ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ เราก็เลยมีมติกันในชุมชนที่จะตั้งเป็นมหาวิทยาบ้านนอกขึ้นครับ"
 
 
ถ้าถามว่าหัวใจของงานพัฒนาชุมชนคืออะไร ผู้ใหญ่ชาติชาย บอกกับเราด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยพลังว่า "เราต้องรักท้องถิ่นของตัวเอง"
 
"อย่างแรกคือการรักท้องถิ่นของตัวเอง ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนั้นต้องเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเป็นผู้เปลี่ยนชุมชนในทางที่ดีได้ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองได้ ผมไม่มีกลยุทธ์อะไรสำหรับการเป็นผู้ใหญ่บ้านเพียงแต่มีหลักคิดอยู่ง่ายๆ ที่ว่า คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเรานั้น หากจะแสดงพลังอะไรจำเป็นที่จะต้องมีการรวมกลุ่มที่แข็งแรง เมื่อใดที่เรามีความเป็นปึกแผ่นแล้ว มันสามารถสร้างข้อต่อรอง สามารถผนึกกำลังที่จะทำอะไรก็ได้ เป็นแรงเหวี่ยงที่จะกระแทกปัญหาต่างๆ ได้"
 
แม้แต่ปัญหาของประเทศไทยเรา ณ เวลานี้
 
"ผมว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าอยู่อยู่แล้ว เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ปัญหาตอนนี้ความจริงเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยน่าอยู่และมีความสุขนั้นก็คือ การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ทุกอย่าง มันจะลงตัวเองสังคมโดยรวมก็จะดีไปเอง อย่างชุมชนเราที่อยู่ตรงนี้ก็ทำหน้าที่ให้ดีตามบทบาทหน้าที่ที่เราได้รับเราทำดีแล้วก็อยากเผยแพร่องค์ความรู้ด้วย ซึ่งการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลนั้นก็มีความสุขมาก เมื่อคนในชุมชนมีความสุข สังคมก็มีความสุข ชุมชนไหนทำอะไรได้ ถนัดทำอะไรก็ทำไปอย่างเต็มที่มาเรียนรู้องค์ความรู้ที่ผมแล้วสนใจจะเอาไปทำกับชุมชนตนเองบ้างผมก็ยินดี เพราะมันคือการแบ่งปันสิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน ก็เป็นการแบ่งปันความสุขให้แก่กัน ทุกชุมชนมีความสุขประเทศชาติก็จะมีความสุข ฉะนั้นจะให้สังคมมีความสุขได้ก็ต้องเริ่มที่ตัวคุณเองก่อนให้ได้ครับ"
 
เป้าหมายข้างหน้ากับการทำงานชุมชน ผู้ใหญ่ชาติชายบอกว่า ทุกอย่างล้วนเป็นสัจธรรม มีเกิดก็มีดับ มีดับก็มีเกิด เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่า แนวทางที่ทำอยู่นี้จะต้องอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน แต่คาดหวังว่าสิ่งที่คนรุ่นเขาทำอยู่นี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นต่อไปได้ฉุกคิดและเห็นความสำคัญของการพัฒนา...ที่เหลือก็สุดแท้แต่ฟ้าดิน
 
"ผมขอแค่มันยังอยู่ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ก็พอ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของรุ่นต่อไปว่าจะทำ ไม่ทำอย่างไร วันนี้เราถือว่าเราลงแรงหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้แล้ว ส่วนอนาคตข้างหน้าให้คิดเสียว่าเป็นดอกเป็นผลของคนรุ่นต่อไปจะดีกว่า ว่าเขาจะดูแลเก็บเกี่ยว หรือปล่อยทิ้งไป"
 
 
 
ข้อมูล : "10 เรื่องดีๆ สร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
ผู้ใหญ่ชาติชาย  เหลืองเจริญ : สร้างประเทศให้น่าอยู่ที่สุดในโลกไม่ยากอย่างที่คิด"
วารสาร สุข+สรรรค์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พฤษภาคม 2554 หน้า 25-27