การเมืองภาคพลเมือง : ประสบการณ์จากชุมชนบ้านจำรุง

         “ตามก็ได้ นำก็เป็น” คือนิยามของการเมืองภาคพลเมือง ในทรรศนะของผู้ใหญ่ชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้นำรุ่นที่ 4 ของชุมชนบ้านจำรุง อ.แกลง จ.ระยอง ชุมชนซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพึ่งพาตนเองอย่างมีส่วนร่วมกับรัฐ อันทำให้แนวทางการพัฒนาดังกล่าวเป็นไปอย่างยั่งยืนและทำให้ชาวบ้านในชุมชนได้อยู่กันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข

         ในแรกเริ่มการพัฒนางานสาธารณะของชุมชนบ้านจำรุงนั้น อยู่บนพื้นฐานของการที่จะให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ร่วมกัน เนื่องจากตระหนักว่า การที่ประชาชนจะเล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนร่วมกันนั้น ต้องเริ่มจากการที่ประชาชนแต่ละคนมี “สำนึกของความเป็นเจ้าของชุมชน”  ความรู้สึกสำนึกและผูกพัน ที่จะรับผิดชอบต่องานของชุมชนเพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเองโดยตรง  ดังนั้น จึงเริ่มจากการสร้างให้เกิด “ศูนย์การเรียนรู้” และพัฒนาสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยบ้านนอก เพื่อการเรียนรู้ของสังคม” ในปัจจุบัน เพื่อเป็นเวที เป็นพื้นที่ให้ประชาชนในชุมชนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในการพัฒนาท้องถิ่น   ทั้งนี้ เนื่องจากการเกิดแนวคิดที่ว่า การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยอาจทำให้เยาวชนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้ยากขึ้น รวมทั้งปัญหาที่ว่าการศึกษาในระบบก็มิอาจเติมเต็มในส่วนของการสร้างจิตสำนึกและการเรียนรู้ของเยาวชนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หรือชุมชนของตนได้จริง ดังนั้น บ้านจำรุง จึงพยายามทำตัวอย่างให้พื้นที่อื่นได้เห็นและตระหนักว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องที่เยาวชนไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการได้ ทั้งนี้ เพราะสามารถเรียนรู้และพัฒนาชีวิตไปพร้อมกับชุมชนได้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เพราะทุกชุมชนล้วนมีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกัน ดังเช่นที่บ้านจำรุงมี ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ และเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้คนได้อยู่อย่างสมดุลกับทรัพยากร แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังอยู่บนโลกความเป็นจริงไม่ต่อต้านกระแส นั่นคือได้มีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการรับนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกมาศึกษาวิจัยในชุมชน

         ท้ายที่สุด ผู้ใหญ่ชาติชาย  เหลืองเจริญ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เรื่องของการพัฒนาชุมชน ก็เหมือนกับเรื่องของการพัฒนาองค์กร นั่นคือ หากปราศจากเรื่องของ “ความรู้สึกสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของ” ของคนในชุมชนหรือคนในองค์กรซึ่งถือเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาแล้ว ก็ไม่มีทางที่องค์กรจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น สิ่งสำคัญในวันนี้คือการวางรากฐานองค์กร โดยการพัฒนาคน สร้างวัฒนธรรมแห่งการเคารพและยอมรับในความคิดของทุกคน และเปิดโอกาสให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้ทุกคนได้รู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ เห็นความสำคัญของตนว่าส่งผลต่อการพัฒนาองค์กร อันจะนำไปสู่การใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ร่วมกัน....
 
สภาพ้ฒนาการเมือง
23 มิ.ย. 52