บทเรียน ประสบการณ์ : งานส่งเสริมภาคพลเมืองจังหวัดระยอง

 
 
เวทีประจำเดือน   หัวใจของการเคลื่อนงานในระดับจังหวัด
         การทำงานตามแผนงานโครงการของงานภาคพลเมืองที่ได้รับการหนุนเสริมงบประมาณจากสภาพัฒนาการเมือง  ทำให้การร่วมกันคิดและร่วมกันทำของภาคพลเมืองมีความก้าวหน้าพอสมควร  ตลอดระยะเวลา 1 ปี มีการประชุมอย่างต่อเนื่องของภาคพลเมืองระดับจังหวัดในทุกวันที่ 7 ของเดือน
ที่ศูนย์ประสานงาน
         การที่ทำให้ภาคพลเมืองมีโอกาสเจอกัน  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ  ทำให้มีแกนนำหน้าใหม่ ๆ พื้นที่ใหม่ ๆ ได้มีการเรียนรู้ร่วมกัน ได้พบ คุย และนำงานที่ทำในแต่ละเดือนมานำเสนอแบบไม่เป็นทางการมากนัก  ทำให้เห็นตัวตนและการขยับขับเคลื่อนงานในพื้นที่ที่เขาอยู่
พื้นที่นำร่องทั้ง 3 ตำบล  ได้ยกระดับการทำงานและบอกต่อให้กับพื้นที่ที่เข้าร่วมเรียนรู้เสมือนเป็นการเติมไฟในงานพัฒนาให้กันละกัน  ประสบการณ์
ของแต่ละพื้นที่ที่นำมาบอกเล่าผ่านเวที  ทำให้เห็นถึงประสบการณ์ของแต่ละตำบล  ที่หลากหลายไปตามสภาพของทุนเดิมที่เขามีอยู่
                   
ค้นพบจากงานที่ทำ
         สภาองค์กรชุมชนตำบลตะพง  ใช้ทุนเรื่องของชมรมรักษ์สุขภาพทำหน้าที่เชื่อมโยงประสานงานและนำประเด็นเรื่อง  สุขภาพ  สวัสดิการ  มาเป็นเครื่องมือ กลายเป็นเวทีปรึกษาหารือในรูปแบบของสภาองค์กรชุมชนในที่สุด
         ในระยะแรก  มีความคิดเรื่องของสภาองค์กรชุมชนเท่านั้น  เมื่อไม่มีเนื้อหาในเวทีพูดคุยประจำเดือน  เพราะมีการแยกกันคุยในแต่ละประเด็น 
ทำให้การขับเคลื่อนงานภาคพลเมืองผ่านสภา ฯ ทำท่าว่าจะไปไม่รอด   เมื่อมีการควบรวมประเด็นและมีเวทีประจำเดือนอย่างต่อเนื่อง  นำปัญหามาคุยร่วมกัน   นำเรื่องสวัสดิการและงานสุขภาพ  มาคุยในสภาองค์กรชุมชน เกิดข้อแนะนำจากเวทีประจำเดือน   จึงทำให้เข้าใจและเดินไปพร้อมกันในที่สุด  
         เมื่อมีการปรึกษา  หารือกันเป็นประจำ  จึงเกิดการรู้เท่ารู้ทันในสถานการณ์ต่าง ๆ  ทุกคนเห็นความสำคัญของเวทีระดับตำบลมากขึ้น  แกนนำที่มาร่วมเวทีระดับจังหวัด    มีการนำเรื่องราวไปสื่อสารเวทีตำบล  การเคลื่อนงานภาคพลเมืองทั้งระดับตำบล และจังหวัดจึงหนุนเสริมซึ่งกันและกัน
 
แกนนำที่เอาธุระ  คือปัจจัยสำคัญของภาคพลเมือง
         สภาองค์กรชุมนตำบลเนินฆ้อ  ตำบลนำร่องอีกตำบลหนึ่ง มีแกนนำที่เอาจริงเอาจังกับงานภาคพลเมือง  เป็นพื้นที่ต้นแบบงานพัฒนาแบบชาวบ้าน
มีแผนงานการเคลื่อนงานและแนวทางที่ชัดเจน  มีกลุ่มองค์กรในพื้นที่ถึง  44  กลุ่มที่มาร่วมปรึกษาหารือกันทุกวันที่  15  ของเดือน  
         การที่มีทุนเดิมเรื่องกลุ่มองค์กรที่เข็มแข็งทำให้  การทำงานไม่อยากนัก  เพราะส่วนใหญ่ทุกกลุ่มมีกิจกรรมของตนเอง  และสามารถพึ่งพาตนเอง
ในระดับหนึ่ง  ประกอบกับท้องถิ่นให้การสนับสนุนงบประมาณในกิจการของสภาฯ เป็นอย่างดี    ทำให้เป็นที่ยอมรับของภาคีทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น 
         ในช่วงระยะ 1 ปีของการทำงาน  แกนนำเห็นความเป็นพลเมืองของตนเองจากการทำงานผ่านกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ มีผู้คนมาเรียนรู้มากกว่า 6 หมื่นคน อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมคุมประพฤติ นักศึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์(นิด้า) นักศึกษาจากในประเทศและต่างประเทศ นักเรียนนายอำเภอ นักเรียนปลัดอำเภอ นักศึกษาจากสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น   ข้าราชการระดับสูง และที่สำคัญ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา ได้มาเยี่ยมเยียนเป็นขวัญกำลังในการทำงานของเครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อด้วย
         ปัจจุบัน สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ มีสถานที่ในการดำเนินกิจกรรมของตนเอง    เป็นศูนย์ประสานงานภาคพลเมือง ทั้งเรื่องของสื่อ
ภาคประชาชน  งานสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด    งานข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น การจัดการความรู้ในนามของ  มหาวิทยาลัยบ้านนอกแห่งบ้านจำรุง
มีผู้คนมาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
 

คนใหม่หัวไวใจสู้ 
         สภาองค์กรชุมชนตำบลวังหว้า  ตำบลนำร่อง  ซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ แกนนำก็ใหม่ถอดด้าม  แต่ด้วยหัวใจในการใฝ่รู้และเข้าใจในงานภาคประชาชน
อยู่บ้าง  จึงอาสาเข้ามาร่วมเรียนรู้เป็นตำบลนำร่องในปี 53 
         ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการทำงานผ่านโครงการส่งเสริมภาคพลเมืองจังหวัดระยอง  เมื่อครั้งคัดเลือกพื้นที่นำร่อง  แกนนำของตำบลที่เข้าร่วมเรียนรู้เวทีระดับจังหวัด  ไม่ลังเลเลยในการสมัครใจเข้าร่วมโครงการ  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะต้องไปให้ถึงตัวชี้วัด 7 ตัวให้ได้ภายใน 1 ปี
         ณ  วันนี้  สภาองค์กรชุมชนตำบลวังหว้า มีคณะทำงานระดับตำบลที่มีองค์ประกอบของการร่วมมือจากหลายภาคส่วน  มีแกนนำเยาวชน มีการประชุมในทุกวันที่ 13  ของเดือน ความเป็นพลเมืองของวังหว้ากำลังก่อร่างสร้างตัวผ่านคนรุ่นใหม่
 
สื่อเครื่องมือสำคัญของการพัฒนา
         ในการดำเนินโครงการ  ได้ใช้สื่อเพื่อบอกเล่าการทำงานอยู่หลายช่องทาง  โดยเฉพาะสื่อตัวบุคคลทั้งหลายที่ทำงานในลักษณะของพลเมือง
เมื่อมีผู้คนเดินทางมาเรียนรู้ที่ศูนย์ ฯ ทำให้นักเดินทางได้เห็นรูปธรรมการทำงานในทุกลักษณะงาน  การสื่อระหว่างบุคคลต่อบุคคล ทำให้เกิดการเรียนรู้
เรื่องการสื่อสารไปด้วย
         โครงการได้จัดอบรบให้กับแกนนำตลอด 1 ปีที่ผ่านทั้งการผลิตสื่อ การใช้สื่อ และการสื่อสารกับสาธารณะ  ผลผลิตทางด้านสื่อของโครงการ
จึงออกสู่สายตาของผู้คนอย่างหลากหลาย ทั้งสิ่งพิมพ์ รายการจากวิทยุพลเมือง อินเตอร์เน็ท วีซีดี ซีดี มิวสิควีดีโอ รายการทีวี
ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ผู้รับสื่อสามารถเข้าใจงานของภาคพลเมืองได้มากขึ้น
 
การบริหารจัดการ   
         สูตรแห่งการเรียนรู้ที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์  การกำหนดแผนการทำงาน แผนปฏิบัติการ  แบ่งงานกันไปตามถนัดของคณะทำงานแต่ละคน   จะทำให้มีทิศทางการทำงานร่วมกัน   มีปัญหา อุปสรรคน้อย
         ในช่วงเวลาของการเสนอโครงการ  คณะทำงานได้ประชุมปรึกษาหารือกันมาโดยตลอด  วางบทบาทหน้าที่ของทุกคนให้ชัดเจน  มีการติดตามงานถามไถ่  ทบทวนเป็นระยะ ๆ ทำให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานทุกประการ
 
คิดร่วมกัน แยกย้ายกันไปทำ ผลประโยชน์ของพลเมืองร่วมกัน
         เมื่อคิดร่วมกันแล้ว   ต้องทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้เหมือนกันด้วย   แจ้งผ่านเวทีในทุกระดับ  การลงพื้นที่ทั้งตำบลเป้าหมายและตำบลขยายผล 
มีส่วนที่จะทำให้ได้พบแกนนำคนทำงานที่สำคัญ  จึงพบเห็นในรายละเอียดของประเด็นแห่งปัญหา เช่น กรณีที่ท้องถิ่นไม่เอาด้วย หน่วยงานราชการบางหน่วย  เจ้าหน้าที่บางคน  ไม่ให้ความร่วมมือ  จึงมีเวลาได้ปรับทุกข์ร่วมกัน และหาทางในการทำงานกันต่อไป
         การทำงานควรเน้นไปที่บุคลิก วิถีของพลเมืองที่นั่นมากว่า  บางตำบลอาจต้องคุยในที่ ๆ หนึ่ง เช่นตำบลวังหว้า  ใช้สถานที่ศาลากลางบ้านหมู่ 13
ซึ่งเหมาะกว่าที่องค์การบริหารส่วนตำบล ทุกคนมีโอกาสแสดงออกทางความคิดโดยไม่ต้องกังวลใจกับการเมืองท้องถิ่น    ตำบลตะพง ใช้ศูนย์ประสานงานของชมรมรักษ์สุขภาพซึ่งพัฒนามาเป็นสถานที่กลางให้กับการทำงาน    ตำบลเนินฆ้อ    มีสถานที่ของขบวนองค์กรชุมชนต่อมาจึงเป็นสถานที่ของสภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อและเป็นศูนย์ประสานงานจังหวัดด้วย   จากบทเรียน  พบว่าโดยที่สุดแล้วภาคพลเมืองต้องมีพื้นที่ของตนเอง แม้ว่าอาจจะไม่พร้อมด้านอาคารสถานที่แต่ถ้าใจพร้อมและมีเป้าหมายความสมบูรณ์ของสถานที่จะเกิดเองตามสภาพของพื้นที่นั้น ๆ
 
ผลประโยชน์สาธารณะต้องมาก่อนเสมอ
         การเดินทางของภาคพลเมือง  จะวัดจากวิธีคิดและพฤติกรรมของผู้คนในพื้นที่ว่า  ถ้าวันนี้ทุกคนเห็นงานสาธารณะและไม่นิ่งนอนใจ ลุกขึ้นมาช่วยกันจัดการด้วยการปรึกษาหารือ รวมกลุ่มกัน กำหนดทิศทางการทำงานได้  ทั้งชีวิตส่วนตัว งานกลุ่ม งานสาธารณะ ไปได้พร้อม ๆ อย่างมีความสุข ย่อมบอกได้ว่างานภาคพลเมืองกำลังเริ่มต้นแล้ว สุดท้ายจะกลายเป็นทิศทางใหญ่ร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่เรียกว่า "ภาคพลเมือง" นั่นเอง